“ตุ๊กตาไล่ฝน ตำนานที่เต็มไปด้วยเลือด”

ตุ๊กตาไล่ฝน ตำนานที่เต็มไปด้วยเลือด

ตุ๊กตาไล่ฝน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างต่อเนื่องอยู่หลายวันที่เมืองแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น มันไม่มีท่าทีว่าจะหยุดหรือเบาลงเลย ชาวบ้านก็ต่างกลัวว่าฝนฟ้าครั้งนี้จะนำมาสู่ภัยพิบัติและความวินาศ แต่แล้วพายุฝนก็หยุดลง ฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่ต้องแลกไปนั้นก็คือเลือด และความตาย

ตำนานของตุ๊กตาไล่ฝนที่ชาวญี่ปุ่นเล่าขานกันมาก็มีอยู่เพียงไม่กี่เรื่อง เช่น เรื่องแรก เรื่อง “หญิงสาวฟ้าใส” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ญี่ปุ่นได้รับวัฒนธรรมมาจากจีน ในภาษาจีนจะเรียกตุ๊กตาไล่ฝนว่า เซ่าฉิงเหนียง แปลว่าหญิงสาวผู้ปัดกวาด ซึ่งปัดกวาดในที่นี้ก็หมายถึงการปัดกวาดให้เมฆฝนนั้นหมดไป หรือเรียกง่ายๆว่าหญิงสาวผู้ทำให้ฟ้าใสนั่นเอง

ตามบันทึกในตำราของจีนนั้นกล่าวไว้ว่า กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เกิดฝนตกหนักยาวนานต่อเนื่องกันอยู่หลายวัน และชาวบ้านเองก็กลัวว่าจะทำให้เกิดภัยพิบัติและความวินาศ ซึ่งในตอนนั้นเอง หญิงสาวที่ทำงานอยู่ที่โรงงานตัดกระดาษแห่งหนึ่งก็เกิดได้ยินเสียงของเทพเจ้า กล่าวว่า “ถ้าเจ้ายอมเสียสละชีวิตของเจ้า ห่าฝนจะหยุดตก แต่ถ้าไม่ล่ะก็ เมืองทั้งเมืองจะต้องถึงคราววิบัติ และเมืองทั้งเมืองจะจมลงสู่ใต้บาดาลในที่สุด” 

หญิงสาวก็กลัวว่าเมืองทั้งเมืองจะต้องพังพินาศ เธอตัดสินใจปลิดชีวิตของตัวเธอเองตามคำพูดของเทพเจ้าองค์นั้น และฝนก็หยุดตกจริงๆ หลังจากนั้นทุกครั้งเมื่อมีฝนตก ชาวจีนก็จะตัดกระดาษเป็นรูปหัวใจและเสื้อผ้าของหญิงสาว เพื่อทำให้ฝนหยุดตก ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้แพร่เข้ามาในญี่ปุ่นเมื่อสมัยเฮอัน โดยตุ๊กตาไล่ฝนในสมัยแรกๆจะเป็นรูปหญิงสาว ไม่ใช่ตุ๊กตาหัวกลมดิ้กอย่างในปัจจุบัน

ที่มาของตุ๊กตาไล่ฝนหัวกลมดิ้กนั้นมีตำนานเรื่องราวที่โหดร้ายกว่ามาก ซึ่งก่อนที่เราจะไปรู้ถึงเรื่องราวของมัน ผมอยากจะให้ทุกท่านอ่านบทเพลงของตุ๊กตาไล่ฝนก่อนสักหน่อย เพลงนี้ชาวญี่ปุ่นใช้เป็นเพลงกล่อมเด็กครับ แต่เนื้อหานี่โหดไปไหม 

เจ้าตุ๊กตาไล่ฝนเอ๋ย 

ช่วยทำให้วันพรุ่งนี้เป็นวันที่มีอากาศแจ่มใสทีนะ

ให้เหมือนดั่งท้องฟ้าในยามฝัน

หากฟ้าแจ่มใส ฉันจะให้กระดิ่งทองแก่เจ้า

เจ้าตุ๊กตาไล่ฝนเอ๋ย

ช่วยทำให้วันพรุ่งนี้เป็นวันที่มีอากาศแจ่มใสทีนะ

หากเจ้าทำให้ความหวังของฉันเป็นจริง

ก็มาจิบสาเกหวานกัน

เจ้าตุ๊กตาไล่ฝนเอ๋ย

ช่วยทำให้วันพรุ่งนี้เป็นวันที่มีอากาศแจ่มใสทีนะ

แต่หากมีเมฆร้องไห้และฝนโปรยปราย

ฉันจะตัดคอของเจ้าเสีย!

อะไรกันนี่! ดุมาก นี่เหรอเพลงกล่อมเด็ก ผมไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ เป็นเพลงที่เกือบจะทำให้เคลิ้มหลับกันอยู่แล้ว แต่ท่อนสุดท้ายกลับทำเอาสะดุ้ง!

แต่สาเหตุที่เพลงเขาแต่งมาแบบนี้ก็เพราะว่ามันอ้างอิงจากตำนานของตุ๊กตาไล่ฝนเรื่อง “พระรูปหนึ่ง” และเรื่องนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นเรียกตุ๊กตาไล่ฝนว่า “เทรุ เทรุ โบซู” เทรุ แปลว่า ส่องประกาย (โดยแสงพระอาทิตย์) หรือ ฟ้าแจ่มใสนั่นเอง ส่วนโบซู นั้นแปลว่า พระภิกษุ (หรืออีกความหมายนึงก็คือ หัวโป๊งเหน่ง หรือหัวโล้น) เอาล่ะ เรื่องมีอยู่ว่า

กาลครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ฝนตกหนักกันต่อเนื่องอย่างไม่หยุดหย่อน เกิดความโกลาหลไปทั่วหมู่บ้าน ซึ่งในตอนนั้นเองก็มีพระภิกษุรูปหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงว่าท่านนั้นสามารถทำให้ฝนหยุดตกได้ด้วยการสวดมนต์ เหล่าขุนนางจึงเชิญพระท่านมาสวดมนต์ทำพิธีไล่ฝน แต่ท่านกลับทำไม่ได้อย่างคำคุย แม้จะสวดมนต์เท่าไหร่ ฝนก็ไม่มีท่าว่าจะหยุด สุดท้ายเหล่าขุนนางนั้นก็รู้สึกเสียหน้าอย่างมาก จึงลงโทษด้วยการตัดคอของพระภิกษุรูปนั้น ก่อนจะนำผ้าสีขาวไปคลุมห่อศรีษะของท่านแล้วนำไปแขวนไว้ แต่บางตำนานก็ว่าไม่ได้ตัด พวกเขาแค่จับพระภิกษุห่อผ้าสีขาวแล้วแขวนคอเลย 

ผลสรุปก็คือ ท้องฟ้าแจ่มใสในวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านต่างดีใจ หารู้ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากนั้นเรื่องก็กลายมาเป็นตำนานที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หากทำตุ๊กตาไล่ฝนหัวกลมดิ้กดั่งพระภิกษุแล้วนำไปแขวนไว้ จะทำให้ฟ้าของวันรุ่งขึ้นนั้นสดใสและปลอดโปร่ง

 

ขอบคุณที่มาจาก : เพจคนไทยในญี่ปุ่น

ติดตาม ข่าวด่วนวันนี้ ได้ที่เว็บไซต์ www.posttodaynews.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *