เตือนภัย! โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก โรคที่มีโอกาสเป็นได้ทุกเพศทุกวัย

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก โรคที่มีโอกาสเป็นได้ทุกเพศทุกวัย

การแสดงออกทางใบหน้า เป็นการบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง ทั้งการยักคิ้ว การขยิบตา หรือการเบ้ปาก แต่หากเราไม่สามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Bell’s palsy ซึ่งเกิดจากการทำงานผิดปกติของเส้นประสาท และเป็นโรคอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า

 

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s palsy) คืออะไร

 

ภาวะที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือเกิดอัมพาตชั่วขณะ โดยมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทบนใบหน้า หรือเส้นประสาทสมอง (Cranial Nerve) คู่ที่ 7 ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อใบหน้าเกิดความผิดปกติ โดยอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส เช่น เชื้อเริม (Herpes simplex virus) งูสวัด (Herpes zoster) ที่แฝงอยู่ในปมประสาท หากร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลงจะทำให้เกิดโรคนี้ได้

 

อาการของโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีกเป็นอย่างไร

 

อาการของโรคนี้มักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และรุนแรงภายใน 48 ชั่วโมง โดยจะมีอาการ ดังนี้

  • มีอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง ใบหน้าชา
     
  • ไม่สามารถยักคิ้วได้ ตาปิดไม่สนิท หนังตา และมุมปากตก รับประทานน้ำแล้วไหลออกมาจากมุมปาก
     
  • บางรายอาจมีอาการปวดบริเวณหลังใบหู 
     
  • มีอาการระคายเคืองที่ตา รู้สึกตาแห้ง หรือมีน้ำตาไหล
     
  • รับรสชาติได้น้อยลง

 

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก

 

  • หญิงตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า โดยจะเกิดขึ้นเฉพาะระยะสามเดือนสุดท้าย และหลังคลอดบุตร
     
  • มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น
     
  • กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
     
  • ผู้ที่เคยเกิดอุบัติเหตุ หรือได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง
     
  • ผู้ที่มีภาวะเครียดสูง ทำงานหนัก หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

 

STEPS ทดสอบโรคหน้าเบี้ยวด้วยตนเอง

 

  • ยักคิ้วขึ้น 2 ข้าง : คิ้วต้องสูงเท่ากัน หรือหากต่างกันเพียงเล็กน้อย
     
  • ปิดตาทั้ง 2 ข้าง : ตาทั้งสองข้างต้องปิดสนิท
     
  • ยิ้มกว้าง : ยิ้มเท่ากันทั้งสองข้าง

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีกแม้จะสามารถหายเองได้ แต่หากปล่อยไว้นานจะทำให้กลับมาเป็นปกติได้น้อย ดังนั้นหากพบว่าตนเอง หรือคนในครอบครัวมีอาการควรรีบพาเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง

ที่มา : โรงพยาบาลเพชรเวช

ติดตาม ข่าวด่วนวันนี้ ได้ที่เว็บไซต์ www.posttodaynews.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *